8 สิ่งที่คุณอาจไม่เคยรู้กับการเล่นกีฬาในประเทศญี่ปุ่น

  1. นักกีฬาซูโม่รับประทานอาหารเพียง 2 มื้อต่อวันเท่านั้น

นักกีฬาซูโม่จะรับประทานอาหารเพียง 2 มื้อต่อวันเท่านั้น โดยมื้อแรกจะเริ่มหลังจากซ้อมตอนเช้าและมื้อถัดไปในตอนเย็นก่อนเข้านอน อาหารทั่วไปที่รับประทานจะเป็นในรูปแบบของจังโกะนาเบะซึ่งอุดมสมบูณ์ไปด้วยเนื้อ,ปลาและผัก การกินอาหารที่มีแคลอรี่สูงในปริมาณมาก และใช้เวลางีบหลับในช่วงบ่ายนั้น ช่วยให้นักกีฬาซูโม่สามารถมีเส้นรอบวงร่างกายที่ใหญ่

 

  1. นักกีฬาซูโม่ ไมทำความสะอาดผ้าเตี่ยวของพวกเขา

มาวาชิ (ผ้าเตี่ยว) ที่นักกีฬาซูโม่สวมนั้นไม่เคยได้ถูกซักทำความสะอาดเลย แต่มักจะตากแห้งเอาไว้เพียงเท่านั้นเแทน ด้วยเหตุผลสองประการคือ หนึ่งเพื่อให้มีโชคดี และการซักจะทำให้ผ้าอ่อนตัว ถ้าหากมาวาชิหลุดระหว่างการแข่งขันแล้วละก็จะทำให้ถูกตัดสิทธิ์

 

  1. มีกีฬาประเภทซูโม่มากกว่าหนึ่งชนิด

ซูโม่เป็นกีฬาที่ยึดเอาพละกำลังของญี่ปุ่น มาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล และยังมีการนำไปผสมผสานกับการละเล่นเกมต่างๆ มากมาย หนึ่งคือเกมคามิซูโม่ (ซูโม่กระดาษ) ด้วยการใช้กระดาษตัดเป็นรูปนักกีฬาซูโม่มาวางลงบนสังเวียนที่ทำจากกระดาษเช่นเดียวกัน แล้วใช้นิ้ว หรือมือตีตบลงที่สังเวียนให้ตัวซูโม่ขยับเพื่อทำการหาผู้ชนะ หรือการงัดนิ้วหัวแม่มือซึ่งในญี่ปุ่น เรียกว่า ยูบิซูโม่ (ซูโม่นิ้ว) ขณะที่การเล่นงัดข้อแขน จะรู้จักกันดีในชื่อของ อุเดะซูโม่ (ซูโม่แขน) ในขณะเดียวกันนั้น ชาวญี่ปุ่นก็ได้แสดงความคิดเกี่ยวกับการต่อสู้เพียงลำพังกับจินตนาการของตนว่าเป็นฮิโตริซูโม่ (การเล่นซูโม่โดยลำพัง)

 

  1. ความลับของสภาพอากาศแจ่มใสที่โอลิมปิคครั้งแรกในกรุงโตเกียว

โอลิมปิคที่กรุงโตเกียวในปี ค.ศ. 1964 เป็นโอลิมปิคครั้งแรกที่ถูกจัดขึ้นในภูมิภาคเอเชีย ในช่วงปลายฤดูร้อนเมือวันที่ 10 เดือนตุลาคม ด้วยความที่ประชาชนชาวญี่ปุ่นมีความต้องการอย่างยิ่งในการทำพิธีเปิดการแข่งขัน โดยเลือกวันที่มีสภาพอากาศแจ่มใส และการวิจัยข้อมูลทางสถิติเกี่ยวกับสภาพอากาศที่ผ่านมาได้ระบุเอาไว้ว่าในวันที่ 10 ตุลาคม มีโอกาสสูงที่จะเป็นวันที่มีสภาพอากาศแจ่มใสผลปรากฏว่าพิธีเปิดการแข่งขันนั้นได้ถูกจัดขึ้นใต้ท้องฟ้าสีครามที่ไม่มีแม้แต่ก้อนเมฆเพียงก้อนเดียว

 

  1. ไม่มีอนุญาตให้โพสท่าทางที่แสดงถึงชัยชนะในกีฬาเคนโด้

กีฬาเคนโด้ มีต้นกำเนิดในประเทศญี่ปุ่น การให้ความเคารพในมารยาทที่เหมาะสม ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ถ้าหากผู้เข้าแข่งขันโพสท่าทางแสดงความดีอกดีใจต่อคะแนนที่ได้ คะแนนนั้นจะถูกหักออกไปเพราะถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติคู่ต่อสู้

 

  1. โอลิมปิคสำหรับนักกรีฑาที่อายุเกิน 60 ปี

ทุกปี นับตั้งแต่ ค.ศ. 1988 นักกรีฑาอาวุโส ที่มีอายุเกิน 60 ในญี่ปุ่น จะเข้าร่วมในกิจกรรมในงานกีฬาและวัฒนธรรมที่มีชื่อเรียกว่า “เนนรินปิค” ซึ่งตั้งชื่อโดยการผสมระหว่างคำว่าเนนริน หรือวงปีของต้นไม้ กับคำว่าโอลิมปิคเข้าด้วยกัน

ในงานกีฬาที่ว่านี้จะมีกิจกรรมที่หลากหลายซึ่งรวมไปถึงการเล่นเทนนิส,การวิ่งมาราธอน,การแข่งขันเคนโด้ การเล่นบอร์ดเกม,การเล่นโกะและโชกิ (หมากญี่ปุ่น) และการประพันธ์ไฮกุ (กลอนในแบบญี่ปุ่น) โดยแต่ละจังหวัดในประเทศญี่ปุ่น จะได้เป็นเจ้าภาพในการจัดกิจกรรมนี้

 

  1. การทำงานประสานกันของแฟนทีมเบสบอลมืออาชีพ

ความแตกต่างอย่างยิ่งของทีมเบสบอลมืออาชีพในญี่ปุ่นอยู่ทีพฤติกรรมร่วมของผู้ชมแฟนๆ ของแต่ละทีมจะรวมใจเป็นหนึ่งร้องเพลงเชียร์พร้อมกับเสียงทรัมเป็ตและกลองไทโกะ มีการปล่อยลูกโป่งจำนวนมากมายลอยขึ้นไปบนอากาศ มีการนำไม้ตีที่ทำจากพลาสติกมาตบเข้าจังหวะและเชียร์ทีมของตนด้วยความกระตือรือร้นอย่างต่อเนื่อง

 

  1. นักกีฬาเบสบอลมัธยมปลายจะนำความสกปรกกลับไปบ้าน

ในช่วงฤดูร้อนที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลาสำหรับการแข่งขันเบสบอลแบบทัวร์นาเมนต์ในระดับชั้นมัธยมปลายที่รู้จักในชื่อ ”โคชิเอ็ง” ซึ่งจะมีทีมเบสบอลชั้นมัธยมปลายประมาณ 4000 ทีมทั่วประเทศมาแข่งขันกันในรอบคัดเลือก เพื่อไปให้ถึงสังเวียนการแข่งขันอันศักดิ์สิทธิ์นี้     แม้ว่าโคชิเอ็งจะจัดให้กับนักกีฬาที่เป็นนักเรียนอยู่ แต่ในทุกเกมการแข่งขันจะมีการถ่ายทอดสดไปด้วยความตื่นเต้นเร้าใจของแฟนๆ ทั่วประเทศญี่ปุ่น

นักกีฬามัธยมปลายที่ผ่านการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนจากทางบ้านเกิดของตนจะได้รับความคาดหวังเป็นอย่างสูง และจะทุ่มเทกำลังกายให้กับการแข่งขันราวกับเป็นชีวิต

ทีมที่ไม่สามารถไปถึงฝั่งฝันในการคว้าตำแหน่งแชมป์เอาไว้ได้จะต้องกดความผิดหวังของพวกเขาเอาไว้ และนำเอาความสกปรกจากเพชรศักดิ์สิทธิ์กลับไปที่บ้านแทนโดยผู้เข้าแข่งขันจะร้องไห้เสียใจในขณะที่โกยดินเป็นการประกาศโดยนัยว่า “พวกเราจะกลับมา!” นั้นนับเป็นภาพที่สร้างความประทับใจให้กับผู้ชม

Source : https://allabout-japan.com

0 replies

Leave a Reply

Want to join the discussion?
Feel free to contribute!

Leave a Reply

Or